คนที่ว่าคนอื่น "โง่" บุคคลนั้น "โง่ยิ่งกว่า" คนที่ว่าคนอื่น "ฉลาด" บุคคลนั้นคือ "ผู้ฉลาดอย่างแท้จริง

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เทรนด์เทคโนโลยีแห่งปี 2013

เทรนด์เทคโนโลยี แห่งปี 2013

ตลอด ช่วงปี 2012 ที่ผ่านมา มีเทรนด์เทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายอย่าง ทำให้พอจะคาดการณ์ได้ว่าปี 2013 นี้ เราน่าจะได้เห็นพฤติกรรมและเทรนด์อะไรใหม่ๆ กันจนชินตาบ้าง
  1. ความ สนุกของการเฝ้าสังเกตการณ์โลกเทคโนโลยีก็คือการได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ พฤติกรรมของผู้ใช้งาน นึกย้อนไปในสมัยปี 2007 ที่สมัครแอคเคานท์บนเฟซบุ๊กเป็นครั้งแรก ตอนนั้นถามตัวเองว่า เฟซบุ๊กเอาไว้ทำอะไร? และเนื่องจากคนรอบตัวไม่มีใครเล่นเฟซบุ๊กเลย ก็เลยทำให้หมดความสนใจ ไม่เห็นว่ามันจะสนุกตรงไหน แต่เวลาผ่านมาแค่ประมาณ 5 ปีเท่านั้น เฟซบุ๊กได้กลายเป็นเหมือนอากาศที่ขาดแล้วจะสิ้นใจตาย พฤติกรรมผู้ใช้งานเปลี่ยนไปเป็นตื่นนอนจะต้องเช็คเฟซบุ๊ก ก่อนกินข้าวจะต้องเช็คเฟซบุ๊ก หรือถ้าจู่ๆ บังเกิดคำคมหรือแรงบันดาลใจเท่ๆ ขึ้นในหัว สิ่งแรกที่ต้องทำคือแชร์ลงบนเฟซบุ๊ก (บางคนไหว้พระ ไหว้เจ้า ขอพรสิ่งศักดิ์ ผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กนี่แหละ)

    ตลอด ปี 2012 ที่ผ่านมา มีเทรนด์ที่น่าสนใจหลายอย่างเกิดขึ้นในโลกเทคโนโลยี เป็นปีที่เต็มไปด้วยความพลิกผัน ที่จู่ๆ Apple ที่เป็นเจ้าครองตลาดนวัตกรรมเทคโนโลยีแบบดูเหมือนจะไม่มีใครโค่นล้มลงได้ อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนมือมาให้ Tim Cook ที่ดูเหมือนพอจะประคองมันไปได้ แต่ก็ไม่มีอะไร "ว้าว" ผู้บริโภคได้แบบที่เคยทำในอดีต (ไม่หด iPad ก็ยืด iPhone), Samsung ทำยอดขายได้อย่างน่าตื่นตะลึงกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ Apple เคยสบประมาท (และไล่ฟ้องหัวแทบขวิด), ไปจนกระทั่ง Microsoft ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนภาพลักษณ์ จากเดิมที่คนมักจะนึกว่า Microsoft เป็นเหมือนตาแก่แว่นสวมเชิ้ตเชยๆ นั่งพิมพ์ด๊อกแด๊กอยู่มุมห้อง กลายเป็นสดใสไลฟ์สไตล์จ๋า ด้วยผลิตภัณฑ์ Windows 8) ทำให้นึก่วาเวลาหนึ่งปีก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย วันนี้เลยมาลองสำรวจดูว่า แล้วในปี 2013 นี้ น่าจะมีเทรนด์หรือพฤติกรรมด้านเทคโนโลยีอะไรที่จะฮิตกันบ้าง 

    เทรนด์แรก Phablets
    แฟ็บ เบล็ต เป็นชื่อที่ส่วนตัวรู้สึกว่าเก๊ เก๋ (พ้องเสียงกับคำว่า Fabulous หรือ Fab ที่แปลว่า ยอดเยี่ยม เหลือเชื่อสุดๆ! แต่อย่าเผลอไปสะกดด้วยตัว p เชียว) เป็นคำเกิดใหม่ที่เกิดจากการรวมกันของผลิตภัณฑ์สองประเภท ก็คือ Tablet และ Phone ซึ่งแฟ็บเบล็ตจะหมายถึงโทรศัพท์สมาร์ตโฟนที่มีหน้าจอใหญ่กว่าปกติเสียจนไป เบลอเส้นแบ่งขอบเขตของผลิตภัณฑ์ทั้งสองแบบ สับสนไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรกันแน่ จะเป็นโทรศัพท์ก็ใหญ่ไป จะเป็นแท็บเล็ตก็เล็กเกิน (เกิ๊นนน) ก็เลยเป็นผลิตภัณฑ์คาบลูกคาบดอก ด้วยหน้าจอขนาด 5 นิ้วเป็นต้นไป โดยมีตัวนำร่องคือ Samsung Galaxy Note ที่เปิดตัวออกมาในเดือนตุลาคม ปี 2011 ท่ามกลางเสียงกระหยิ่มยิ้มย่องและเยาะเย้ยถากถางของบรรดาคนในวงการเทคโนโลยี ว่าเป็นอะไรที่ "นิช" มากๆ ขายไม่ดีหรอก แถมยังมีปากกาสไตลัส ที่ Steve Jobs เคยสบประมาทถ่มถุยเอาไว้ว่าสมัยนี้ไม่มีใครเค้าอยากใช้สไตลัสกับโทรศัพท์กัน แล้วหรอก (อี๋) แต่ซัมซุงก็ขาย Galaxy Note นี้ได้สิบล้านเครื่องภายในเวลาเพียงสองเดือนเท่านั้น แถมยังตบหน้าคนที่เคยพ่นคำปรามาสด้วยการออก Galaxy Note 2 ที่หน้าจอกระเถิบจาก 5.3 นิ้ว มาเป็น 5.5 นิ้ว ซึ่งขายดียิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ (3 ล้านเครื่องภายใน 37 วัน) และท้าทายวงการอย่างอาจหาญต่อไปด้วยการประกาศว่าตอนนี้กำลังพัฒนา Note รุ่นสาม ที่หน้าจอจะเป็นขนาดใหญ่ยักษ์ถึง 6 นิ้ว และจะเปิดตัวในงาน World Mobile Congress ในบาร์เซโลนา เดือนกุมภาพันธ์ นี้ ขณะที่แบรนด์อื่นๆ อย่าง HTC, LG และ Sony ก็เข็นสมาร์ตโฟนหน้าจอขนาดนี้ออกมาแข่งกันใหญ่) 
  2. [GALAXY Note II] Official TV Commercial


  3. ทำให้ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยีต้องออกมายอมรับกันเสียงจ๋อยๆ แล้วว่า เท รนด์ของแฟ็บเบล็ตมาแรงกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ ด้วยสาเหตุ 3 ประการว่า 1) ของใหญ่ยังไงก็ดีกว่า 2) สไตลัสมันอาจจะไม่ได้เห่ยเหมือนที่จอบส์บอกไว้ และ 3) คนสมัยนี้นิ้วใหญ่ กดพลาดง่าย อย่ากระนั้นเลยซื้อหน้าจอใหญ่ๆ ไปเลยดีกว่า 

    เทรนด์ที่สอง Second Screen หรือ Multi-Screen Revolution ทำทีเดียวหลายหน้าจอ

    เท รนด์นี้เกิดจากการสังเกตนิสัยของตัวเองและคนรอบข้างที่นับวันจะเป็นหนักขึ้น ทุกวัน ซึ่งก็คือการต้องเล่นทีเดียวหลายๆ หน้าจอ และทำอะไรทีละอย่างไม่ได้ โดยเฉพาะในเวลาดูโทรทัศน์ มือหนึ่งก็จะต้องเล่นแท็บเล็ตไปด้วย อีกมือหนึ่งก็เช็คสมาร์ตโฟน ดีไม่ดีอาจจะวางมือแรก แล้วไปนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ ในขณะที่หางตาก็ชำเลืองดูโทรทัศน์ไปด้วย จากที่สามารถนั่งชมความบันเทิงเต็มรูปแบบได้จากหน้าจอโทรทัศน์หน้าจอเดียว เต็มๆ ตอนนี้ความสนใจและสมาธิต้องถูกแบ่งออกเป็นเสี้ยวๆ เพื่อไปรับรู้เรื่องราวของคนอื่นบนโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วย สถิติบอกว่า 

    - ผู้ใช้งานแท็บเล็ตและสมาร์ตโฟนมากกว่า 80% ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในขณะดูโทรทัศน์ไปด้วย 
    - ผู้ใช้งานแท็บเล็ตและสมาร์ตโฟนในสหรัฐอเมริกาอย่างน้อยๆ 25% ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ขณะดูโทรทัศน์ แถมทำแบบนี้หลายครั้งภายในหนึ่งวัน
    - 51% ของคนที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียขณะกำลังดูโทรทัศน์ไปด้วย ทำแบบนั้นเพราะอยากพูดคุยกับคนที่อาจจะกำลังชมสิ่งเดียวกันอยู่
    - 24% ของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กบอกว่าโพสต์เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่กำลังชมอยู่ไปด้วย (อยู่ในโรงหนังนะฮะ) 
    (ข้อมูลจาก Mashable.com) 

    ความ เห็นส่วนตัวรู้สึกว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมที่ย่ำแย่อะไร และไม่ได้หวั่นเกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อสมาธิ ทำให้กลายเป็นคนสมาธิสั้น ฯลฯ แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมมนุษย์ที่เป็นไปตามสิ่งแวดล้อมมากกว่า ยุคนี้เป็นยุคไฮเทคที่ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นภายในเวลาที่นับกันเป็นวินาที เพราะฉะนั้นการทำอะไรได้หลายๆ อย่างพร้อมกัน ก็ไม่ได้แปลว่ามนุษย์ยุคนี้จะได้ความบันเทิงน้อยลงสักหน่อย แค่ความบันเทิงมันเปลี่ยนรูปแบบต่างหาก

    เทรนด์ที่สาม Personal Branding ทำให้เกรียนสูญพันธุ์
    เกรียน บนอินเทอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า internet troll เป็นพฤติกรรมที่น่ารำคาญที่สุดบนโลกออนไลน์ เกรียนทำหน้าที่ระรานผู้อื่น หัวชนฝาขวางกระแส ก่อความวุ่นวาย เดือดร้อน และความขัดแย้ง โดยไม่จำเป็น โดยแอบซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของความเป็นนิรนาม ใช้ชื่อปลอม อวตารปลอม ไม่เปิดเผยตัวจริง 

    ปี 2013 จะเป็นปีที่มีเกรียนน้อยลง เพราะจะเป็นปีที่เกรียนถูกกระชากตัวตนที่แท้จริงออกมาจากมุมมืดมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เกรียนรายหนึ่งบนเว็บไซต์ Reddit ที่มักจะโพสต์อะไรที่สร้างความแตกแยกและโกลาหลเสมอ ด้วยชื่อล็อกอิน Violentacrez ที่เป็นที่รู้จักดีและคนเอือมระอากันมาเนิ่นนาน จนนำไปสู่การที่มีคนต้องออกมากระชากหน้ากากเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนามที่แท้ จริง จนเขาตกงานและไม่มีเงินซื้อข้าวสารมากรอกหม้อ ทำให้บรรดาเกรียนเริ่มรู้ตัว ว่าการแอบซ่อนตัวและซุ่มจู่โจมนั้นทำไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม

  4. รายละเอียดข่าวเพิ่มเติมเรื่องจับเกรียน Violentacrez

  5. แต่ อีกสาเหตุหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องของ "Personal Branding" ซึ่งคนบนโลกออนไลน์ยุคใหม่แตกต่างจากยุคเก่าก่อนอย่างสิ้นเชิง สมัยก่อนเราจะนิยมใช้ชื่อปลอมในการแชต (ให้น่ารัก หรือแมนที่สุด เท่าที่จะนึกออก) แต่ตอนนี้ใครๆ ก็อยากขาย อยากสร้างแบรนด์ อยากสร้างจุดเด่นและความแตกต่างให้กับตัวตนของตัวเอง เพราะฉะนั้นการเปิดเผยตัวตนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะขายความเป็นตัวเองไม่ได้ 

    อย่าลืมว่า ความเป็นนิรนามไม่ได้หายไปเดี่ยวๆ แต่มันจะลากเอาความเป็นส่วนตัว (privacy) ไปด้วยกัน

    ปี นี้เราน่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงไปในแง่ที่ว่า คนออนไลน์ยุคใหม่ จะสนใจเรื่องความเป็นส่วนตัวน้อยลงเรื่อยๆ จนอาจไปเปลี่ยนความคิดของคนออนไลน์หมู่มาก ทำให้รู้สึกว่าการแชร์เรื่องราวส่วนตัวให้คนอื่นๆ ได้อ่านด้วย กลายเป็นธรรมเนียมปฏฺิบัติอันแสนธรรมดา (เก็บเรื่องราวความรู้สึกบางอย่างเอาไว้เป็นความลับบ้างก็ได้นะคะ)


    เทรนด์สุดท้าย 3D Printing เครื่องพิมพ์สามมิติ (สำหรับผู้บริโภค)

    ปี 2012 เป็นปีที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของ 3D Prining หรือการพิมพ์สามมิติ ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง เพราะเครื่องปรินท์จะมีราคาสูงและใช้ในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่มีหลายบริษัทที่ออกมาผลิตเครื่องปรินท์สามมิติแบบใช้ในบ้านที่ราคาไม่สูง นัก ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น 

    3D Printing คือการปรินท์วัตถุออกมาเป็นแบบสามมิติ โดยใช้กระบวนการของการวางวัตถุดิบทีละชั้นๆ ซ้อนทับกันจนกลายเป็นรูปร่างตามแบบที่ร่างไว้ในรูปแบบดิจิทัล หรือพูดเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าเป็นเครื่องจักรผลิตสินค้าขนาดย่อม ที่สามารถสั่งผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการ และผลิตได้ทีละชิ้นโดยไม่ต้องยกโหล แม้ต้นทุนอาจสูงขึ้น แต่เราก็จะได้ของที่ไม่เหมือนใครและไม่ต้องรอผลิตทีเดียวมากๆ

  6. วิธีทำงานของ 3D Printer
  7. The MakerBot Replicator 2 - How It Works
  8. ปี ที่ผ่านมา มีการใช้เทคโนโลยี 3D Printing พิมพ์ของเจ๋งๆ ออกมามากมาย ทั้งที่เป็นแค่ของเล็กๆ น้อยๆ อย่างโมเดลตุ๊กตา เคสใส่ไอโฟน ของตกแต่งบ้านชิ้นเล็กๆ ไปจนถึง ปืนพลาสติก กีตาร์อคูสติก เนื้อเยื่อสำหรับผู้ป่วย ไปจนถึงฐานบนดวงจันทร์เลยด้วย

    บริษัทผู้ผลิตเครื่องปรินท์สามมิติที่เข้าหากลุ่มลูกค้าระดับบริโภคก็อย่างเช่น Makerbot ซึ่งขายเครื่องปรินท์สามมิติ สามรุ่น (Replicator 2, The Replicator และล่าสุด Replicator 2X ที่บอกว่าจะเปิดตัวปีนี้) ด้วยราคาเริ่มต้น 2,199 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณสัก 67,000 บาท) และชุดปรินท์ของต่างๆ ที่มาพร้อมดีไซน์ให้ด้วย ใครมีงบประมาณเหลือและอยากทดสอบความสามารถของเทคโนโลยีนี้ก็ลองไปหาหนทาง สั่งซื้อกันได้ค่ะ (แต่ถ้าจะเอาไปปรินท์โมเดลน่ารักๆ ให้สาวๆ ก็อยากจะบอกว่ามันไม่สวยนักหรอกค่ะ และเค้าอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณได้ลงทุนมหาศาลเพื่อหาของขวัญที่ไม่เหมือนใครไป ให้) 


  9. MakerBot Replicator Time Lapse - Bunny

  10. เท รนด์ทั้งหมดที่พูดมาอันที่จริงล้วนแล้วแต่เป็นเทรนด์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วทั้ง นั้น แต่ก็คาดว่าจะยิ่งได้รับความนิยมในวงกว้างมากขึ้นในปี 2013 นี้ ซึ่งเรายังมีเวลาอีกทั้งปีเต็มๆ ที่จะคอยสังเกตการณ์ว่าจะเกิดขึ้นตามนั้นจริงหรือไม่ หรือว่าจะมีเทรนด์อะไรใหม่ๆ โผล่ออกมาให้ประหลาดใจเล่นกันอีกหรือเปล่า โลกแห่งเทคโนโลยีเป็นโลกที่สนุกและน่าติดตามเสมอค่ะ
    แหล่งที่มา : http://www.voicetv.co.th/blog/1451.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น